เรียนภาษาที่บริสเบน ออสเตรเลีย

ประสบการณ์เรียนภาษาที่บริสเบน อากาศเย็นมาก

คืนแรกของการนอนที่ออสเตรเลีย วันที่ 5 ก.ค. ซึ่งเป็น วันอาทิตย์  ตื่นเช้า เช้ามาก ประมาณ 6 โมงกว่า ยังไม่มีใครตื่น อากาศเย็นมากเหมือนอยู่ในดอย แต่จริง ๆ ตัวเองเหงื่อไหลชุ่มเลย เพราะนอนห่มผ้านวมหนา ๆ 2 ผืน ตอนหัวค่ำที่เริ่มนอนจะหนาวมาก แต่เช้ามาจะร้อนเหงื่อแตกเลย ฟ้าเพิ่งเริ่มสว่างลุกจากเตียง ก็เลยจะไปเข้าห้องน้ำ แต่เดินไปทางไหนพื้นบ้านก็ลั่น (พื้นบ้านเป็นไม้ ซูบอกทีหลังว่าบ้านนี้อายุ 120 ปีแล้ว) เกรงใจคนอื่นก็เลยต้องย่องไปย่องมา อากาศหนาวเย็นพอสมควร แต่ไม่ได้หนาวเกินเมืองไทยเลย ก็เลยใส่เสื้อกันหนาว 2 ตัว ว่าจะออกไปเดินเล่น จะออกจากทางห้องตัวเองก็ไม่ได้เพราะโดนล็อคไว้ ก็เลยไปออกทางหลังบ้าน เปิดประตูออกไปก็ปิดประตูไม่ได้อีก มันต้องใช้กุญแจหมุนปิดถึงจะงับประตูได้ ก็เลยปล่อยมันแง้มไว้อย่างนั้น

ประสบการณ์ เรียนต่อออสเตรเลีย

เดินลงไปชั้นล่างแล้วจะเดินไปหน้าบ้านเพราะเมื่อคืนตอนจะขึ้นบ้านเห็นมีประตูรั้วด้านข้างอยู่ แต่ปรากฏว่ามันล็อคอีกแล้ว หาทางออกจากบ้านไม่ได้ เดินไปเดินมาขึ้น ๆ ลง ๆ นอกบ้านในบ้าน แล้วก็เลยอ้อมบ้านตรงที่มันแคบ ๆ รก ๆ ไปอีกทาง สรุปว่านั่นแหละคือทางออก ก็เลยได้ออกไปเดินเล่น รอบบ้านเงียบมาก บ้านแต่ละหลังสวยและใหม่มาก แต่เป็นหลังเล็ก ๆ มีสนามหญ้าเล็ก ๆ หน้าบ้านนิดหน่อย (แต่ยังไม่ได้ถ่ายรูปมา ขอเดินสำรวจก่อน) แถวบ้านมีสนามม้าด้วย แดดออกแล้ว ฟ้าเป็นสีฟ้าสด สวยมาก เดินวนไปแถว ๆ บ้านนิดหน่อย มีสาวผิวดำพาเด็กฝรั่งผิวขาวมานั่งตากแดดอยู่ริมถนนในหมู่บ้าน พอเห็นผมเดินผ่านไปเด็กก็ทัก Hello ก็เลยทักตอบ ดูผู้คนเป็นมิตรดีจัง

ซักพักก็รีบกลับบ้านเพราะกลัวคนอื่นตื่นมาแล้วจะไม่เจอก็เลยกลับมาก่อน เดี๋ยวค่อยไปเดินใหม่ก็ได้ กลับมาบ้านเจอเบ็ตตี้ในครัว เค้าก็ตกใจนิดหน่อย แล้วก็แนะนำตัวกัน เบ็ตตี้ยังดูสาวมาก เลยลืมนึกไปเลยตอนนั้นว่าเค้าอายุ 32 แล้ว ซักพักนิกกี้ก็ออกมา แล้วฮวนก็ตามมาหลังสุด ผมกินขนมปังกับเนยถั่ว(เหลว เพิ่งรู้ว่าจริง ๆ แล้วเนยถั่วมันเหลวกินที่เหมืองไทยทีไรมันก็แข็ง ๆ ทุกที ) กับแยม นิกกี้ทำเฟร้นช์โทส (ขนมปังชุบไข่แล้วทอด แล้วก็เอาน้ำตาลทรายโรย) มาให้กินตกลงกันว่าเบ็ตตี้จะพาไปดูในเมือง เพราะเบ็ตตี้อยากไป South Bank เพราะเห็นว่ามีงานขายของที่นั่นเดือนละครั้ง

 

เที่ยวตลาดที่บริสเบน

แล้วตอนบ่ายซูซานจะพาไปตลาด ดีเลย อยากไปซื้อ sim card ด้วย ตอน 10 โมงซูซานจะออกไปธุระพอดีก็เลยขับรถพาพวกเราไปส่งที่ท่าเรือ Wa…อะไรซักอย่างนี่แหละ จำไม่ได้ ไปถึงปุ๊บ เรือมาพอดียังไม่ทันได้ถ่ายรูปหรือดูอะไรเลยก็ต้องรีบวิ่งขึ้นเรือแล้ว ขึ้นเรือแล้วเบ๊ตตี้ก็แนะนำให้ซื้อตัวโดยสารแบบ one-day ราคา 4.6 ยื่นแบงค์ 5 ไปให้ คนเก็บตั๋วถามหาเหรียญย่อย ก็เลยบอกว่าไม่มี เพราะว่าเพิ่งมาเป็นวันแรก เค้าก็ถามว่ามาจากไหน พอบอกว่ามาจากเมืองไทย เค้าก็เลยพูด “สวัสดีครับ” แล้วก็ทอนเงินมาให้แล้วพูดว่า “ขอบคุณครับ” โอ้โห รู้จักภาษาไทยด้วย

ตั๋วโดยสารเป็นแบบสลิปบิล เบ๊ตตี้บอกให้เก้บให้ดีเพราะใช้ได้ทั้งวันในโซน 1-2 บ้านที่อยู่อยู่ในวงแหวนโซน 2 ราคาค่าตั๋วในการออกไปแต่ละโซนจะต่างกัน ไปดูราคาตั๋วก็เลยรู้ว่านี่คือราคา off-peak คือช่วงไม่เร่งด่วน หลัง 10 โมง ถึงก่อน4 โมงเย็นไปอยู่ตรงหัวเรือ ลมเย็นมาก แม่น้ำกว้างมาก สองฝั่งแม่น้ำมีบ้านสวย ๆ อยู่บนเนินเขาเต็มไปหมด แล้วก็มีเรือใบจอดอยู่ในน้ำ เรือที่เราใช้จะจอดฝั่งซ้ายทีขวาที พวกเราก็ต้องย้ายที่ยืน เพราะเจ้าหน้าที่จะมาเปิดประตูที่หัวเรือผ่านสะพานอะไรซักอย่างใหญ่มาก มีคณะทัวร์กำลังใต่ราวสะพานเหมือนที่เห็นในทีวีก่อนมาที่นี่คือ ที่สะพานสูง ๆ จะมีเจ้าหน้าที่พาคณะทัวร์ปีนบันไดและเดินตามทางเล็ก ๆ บนสะพานคิดว่าซักวันนึงถ้ามีตังค์และมีความกล้ามากพอ จะมาลองใต่ดูบ้างดีมั้ยนะ ขึ้นเรือที่ท่า Riversideแล้วก็เดินเข้าเมือง ขนาดว่าพอจะศึกษาแผนที่มาจากอินเตอร์เน็ตแล้วก็ยังงงเมืองอยู่ แต่เมืองสวยมาก ๆและทันสมัยมากด้วย มีตึกใหม่ กับ ตึกเก่าอยู่ด้วยกัน ให้ความรู้สึกเป็นเมืองฝรั่ง แต่มีคนหัวดำ เอเชียและอินเดียอยู่เต็มไปหมด

เบ็ตตี้แนะนำที่ต่าง ๆทั้งโรงเรียนเบ็ตตี้เอง ถนนคนเดิน ศูนย์ข้อมูล คาสิโน(คาสิโนเหรอเนี่ย นึกว่าตึกรัฐสภา มันดูหรูหราเก่าแก่มีสกุล ซักวันนึงถ้ามีโอกาสจะเข้าไปดูข้างใน) แต่จำทิศทางไม่ได้เลย เดินไปดูโรงเรียนแต่ไม่เห็นมีป้ายชื่อโรงเรียนเลยเบ็ตตี้แนะนำร้านซูชิที่ซูซานบอกเบ็ตตี้เสมอว่าอร่อยมาก คิดว่าคงไม่ได้กินหรอก เพราะคงแพงมาก มีเซเว่นด้วย ให้ความรู้สึกอุ่นใจเหมือนอยู่ใกล้บ้านเลย แต่ขอโทษ ราคาแพงมหาโหดน้ำเปล่าขวดละ 2.5 ดอล เสร็จแล้วเดินไป South Bank เบ็ตตี้ว่ามีงานออกร้านของดีไซเนอร

์ แต่ที่เห็นกลายเป็นงานของคนสก๊อตแลนด์ มีการแสดงและออกร้านขายของ ที่นั่นมีชิงช้าสวรรค์อันใหญ่ด้วยเดินเล่นในสวนสาธารณะที่ยาวมาก ตกแต่งสวยด้วย เดินไปซักพักก็เจอเต๊นท์ขายของ เบ็ตว่ามีเดือนละครั้งเดียว มีสินค้าแฮนด์เมดมาขาย แพงมาก ๆ แค่ภาพพิมพ์จากใบไม้ธรรมดา ๆ ก็อันละ 7 เสื้อยืดสกรีนดาด ๆ เห็นได้ตามตลาดนัดทั่วไปก็ตัวละสิบกว่าดอล ทุกอย่างดูแล้วธรรมดามาก เห็นแล้วอยากจะขนอะไรบ้านเรามาขายแพง ๆ มั่งเพราะเพื่อน ๆ สองคนเป็นผู้หญิง เค้าก็เลยจะเดินดูของช้า ๆ เค้าบอกให้ผมเดินเล่นไปก่อนก็ได้ ก็อยากจะทำหรอกนะ แต่ว่ายังไม่มีมือถือ เดี๋ยวถ้าเกิดหลงกัน ผมจะกลับบ้านยังไง เบอร์บ้านที่พักก็ไม่ได้เอามาด้วย แต่ก็เดินมองโน่นมองนี่ไปเรื่อย ๆ เพราะเห็นว่าถนนก็มีตรง ๆ สายเดียว ปรากฏว่า หลงกับเพื่อนจนได้ แต่ไม่เป็นไร คงอยู่กันแถวนี้แหละ แล้วก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำที่นี่ ฟรี แต่โถปัสสาวะเป็นระบบไม่มีน้ำล้าง ไม่มีปุ่มกดอะไรเลย

หิวแล้ว กินแอปเปิ้ลเขียวคนละลูก นิกกี้ห่อมาจากบ้าน ตอนนั้นบ่ายสองแล้วเดินไปเรื่อย ๆ อ้อมอีกสะพานนึงกลับมา สะพานอันนี้สวย และเป็นสะพานคนและรถจักรยานเท่านั้น รถยนต์ห้ามเข้า ด้านล่างมีพิพิธภัณฑ์เรือด้วยข้ามมาอีกฝั่งสะพานก็จะเจอ QUT (Queensland University of Technology) มีสวนพฤกษศาสตร์ Botanic Garden ด้วย แต่ไม่มีเวลาแล้วเพราะต้องรีบไปให้ถึงป้ายรถเมล์ให้ทันเวลา (รถเมล์ที่นี่จะมาเป็นเวลา เบ็ตตี้มีตารางอยู่ในมือ) ก็เลยเดินผ่านในมหาลัย สวยดีเหมือนกัน แต่ไม่ได้ดูอะไรมากไปถึงป้ายรถเมล์ รู้สึกเสียดายตัง ไม่น่าซื้อตั๋วเรือเมื่อเช้าแบบเต็มวันเลย เพิ่งใช้แค่ครั้งเดียวเอง

แต่เบ๊ตตี้บอกว่าบัตรนี้บัตรเดียวนั่งได้ทั้งเรือและรถบัส แถมตั๋วที่ซื้อไปใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งตามเวลาที่กำหนดไว้ เออ ดีแฮะสะดวกดี เสร็จแล้วก็ขึ้นรถเมล์กลับบ้าน เบ๊ตบอกว่ารถสายนี้แหละที่จะใช้นั่งกลับบ้านให้จำป้ายรถเมล์ไว้ (จำอะไรไม่ได้เลย แต่ซูซานเขียนแผนที่ไว้ให้) มาถึงแถวบ้าน เบ๊ต บอกให้จำป้ายรถเมลไว้ ถ้ารถข้ามรางรถไฟเมื่อไหร่ก็ให้กดกริ่งเลย รถจะจอดป้ายหน้าปากซอยบ้านพอดี แล้วก็เดินเข้าบ้าน พอถึงบ้านก็กินมัฟฟิน (ขนมเค้กก้อนเหมือนเค้กกล้วยหอม) ที่นิกกี้ทำไว้เมื่อวาน กับนม ซูซานว่าจะไปตลาดแต่ว่าจะไปประชุมหมู่บ้านก่อน จนถึงสามโมงครึ่งแล้วถึงจะกลับ แต่ไปแล้วเกิดอะไรยังไงไม่รู้ กลับมาเลย พวกเราก็เลยตามไปซื้อของที่ตลาด

ห้างใหญ่ของบริสเบน ออสเตรเลีย

นั่งรถของซูซานไปสรุปว่ามันไม่ใช่ตลาดหรอก มันเป็นห้างใหญ่ ๆ ที่รวมห้างเล็ก ๆ ไว้ข้างในหลาย ๆ ห้าง เหมือน โลตัส บิ๊กซีนั่นแหละ ดูเงียบ ๆ ไม่มีคน ซื้อผักสดกัน เบ๊ตตี้หยิบใหญ่เลย (ก็มาสังเกตทีหลังว่าส่วนใหญ่เบ๊ตตี้จะเป็นคนทำอาหาร)ผักแพงมาก ๆ จนไม่รู้จะบรรยายยังไงดีกลับมาบ้านก็ทำอาหารกินกัน ฮวนมานั่งกินข้าวด้วย พูดมากจริง ๆ ด้วย วนไปวนมาหาสาระไม่ค่อยเจอ แถมฟังยากอีกต่างหาก กินข้าวเสร็จก็เข้าห้องมาพิมพ์ไดอารี่ เจ้าลูลู่นอนบนเตียงอยู่แล้ว คิดว่าซักพักมันคงจะไป ปรากฏว่าจะเข้านอนแล้วไล่ยังไงมันก็ไม่ไป ยกเอาออกไปวางนอกห้องแล้วก็ดอดกลับเข้ามาปีนขึ้นเตียงจนได้ เพราะห้องไม่มีประตู ก็เลยเลยตามเลย ให้มันนอนด้วยที่ปลายเท้าละกัน ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 6.30 กลัวเดี๋ยวพรุ่งนี้ไปโรงเรียนวันแรกไม่ทัน เค้านัด 8.45 น. อากาศหนาวเหมือนกัน ใส่ถุงเท้า ห่มผ้านวม 2 ชั้น

 

 เรียนที่บริสเบน กับ Embassy CES ออสเตรเลีย

ตื่นก่อนนาฬิกาปลุก 6.30 วันนี้เปิดเรียนวันแรก ต้องรีบไปให้ทันก่อน 8.45 กินขนมปังแล้วก็วิ่งไปป้ายรถเมล์ รถเมล์สาย 301 จะมาตอน 7.39 พอได้เวลาดูที่นาฬิกาก็ตอน 7.39 พอดี จริง ๆ แล้วรถเมล์จะต้องวิ่งมาจากทางถนนด้านขวามือแล้วมาจอดที่ป้ายรถเมล์ (ตามทฤษฎี แต่เมื่อวานยังไม่ได้เห็นของจริงก็เลยคาดว่าจะเป็นอย่างนี้) แต่ปรากฏว่ามันวิ่งออกมาจากปากซอยฝั่งตรงข้ามด้านซ้ายมือ แล้วมันก็เลี้ยวออกไปเลย ไม่มาที่ป้ายรถเมล์ฝั่งนี้ เอ๋อรับประทานสิครับคราวนี้ ทำยังไงดี ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ แต่เห็นรถมันวิ่งออกไปทางสนามบินนอกเมืองด้วย พอดีเจอหญิงเอเซียที่เค้ายืนรออยู่ด้วยกันก็เลยถามเค้า เค้าก็บอกว่าสงสัยมันเปลี่ยนเส้นทางแล้วมั้ง เค้าบอกว่าไม่เป็นไร มันมีอีกป้ายนึง ขึ้นรถอีกสายนึงได้ ก็เลยวิ่งกันไปอีกป้ายนึง ต้องข้ามทางรถไฟ ข้ามสี่แยก ระหว่างวิ่งก็ถามเค้า เค้าบอกว่าเป็นคนฮ่องกง บ้านอยู่แถว Sunny Bank ซึ่งเคยได้รู้มาว่ามีชาวเอเซียโดยเฉพาะจีนอยู่กันเยอะ

แต่เค้าแวะมาหาเพื่อนที่นี่ พอบอกเค้าว่ามาจากเมืองไทย เค้าก็บอกว่าเมืองไทยอันตราย แล้วก็ว่าอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่ออก เค้าบอกให้ข้ามถนนแล้วให้วิ่งไปจนถึงอีกป้ายนึง ส่วนเค้าจะไปทางอื่น ไปถึงป้าย เห็นมีบอกว่า 301 ก็ผ่าน รออีกแป๊บเดียวจริง ๆ ในที่สุดรถก็มา ขึ้นรถแล้วซื้อตั๋วเที่ยวเดียวไปก่อน แต่มันเป็นเวลาเร่งด่วน คิดเต็มอยู่ที่ 2.xx $ (จำไม่ได้) จ่ายแบ๊งค์ 10 ดอลไป เพราะนั่นคือใบเล็กที่สุดที่มี ยังไม่ซื้อตั๋วไปกลับ กะว่าถ้าได้บัตรนักเรียนก็จะเอาไปเป็นส่วนลดซื้อตั๋วสัปดาห์หรือตั๋วเดือนได้ขึ้นรถแล้ว ก็นั่งดูถนนแล้วก็หมู่บ้านไปเรื่อย ๆ บ้านเมืองก็สวยดี แต่เงียบมาก ถนนคดเคี้ยว แล้วก็ชันเพราะต้องลงเขาด้วย

พอเข้าไปในเมืองแล้ว (ใช้เวลาประมาณครึ่งช.ม.) ไม่รู้ลงป้ายไหนที่ซูซานเขียนแผนที่ให้บอกว่าลงที่ป้ายหมายเลข 37 มองก็ไม่ค่อยจะเห็น เห็นคนลงเยอะ ๆ ป้ายแรกคาดว่าจะไม่ใช่ รอจนป้ายที่สอง คนลงเยอะกว่าเดิม พอคนเริ่มโล่งแล้วเลยตัดสินใจวิ่งไปถามคนขับว่านี้เป็นป้ายที่ ..7…. เอ้ย 37 ใช่มั้ยครับ เค้าบอกว่าใช่ ก็กระโดดลงรถเลย ลงแล้วก็ควักแผนที่มือวาดมาดู เทียบกับ แผนที่เมืองที่ไปหยิบมาเมื่อวาน เดินไปเดินมา กำลังหาชื่อถนนอยู่ ทำหน้าตาเหมือนหลงทาง อยู่ดี ๆ ก็มีลุงฝรั่งพุ่งเข้ามาคว้าแผนที่ไปดูทำหน้าถมึงทึง ไอ้เราก็ตกใจนึกว่าเค้าจะเข้ามาทำร้าย เตรียมกระโดดกัดหูอยู่แล้วเชียว แต่เค้าก็ถามว่าตอนนี้เราอยู่กันตรงนี้ เธอจะไปไหน แล้วเค้าก็บอกทางให้ โห ตกใจหมดเลยแต่ก็ขอบคุณเค้าไปไปถึงโรงเรียนก่อนเวลา

แม้ว่าจะงงหลงทิศทางไปมา ขึ้นลิฟท์ไปชั้น 5 เค้าบอกว่าไม่ใช่ ที่นี่คือ Martin College ให้ไปดูชั้น 6 พอไปชั้น 6 เป็นโรงเรียนจริง ๆ ด้วย ไปหาครูที่นั่น เค้าบอกว่าถ้าเป็นนักเรียนใหม่ให้ไปชั้น 4 ก็เลยลงไปชั้น 4 แล้วก็เข้าคิวทำเรื่องเสร็จแล้วก็ไปทำบัตรนักศึกษา ให้ไปถ่ายรูป แย่จัง หน้ายังโทรม ๆ ง่วง ๆ อยู่เลยต้องถ่ายรูปติดบัตรด้วย เข้าไปปุ๊บฝรั่งผู้หญิงก็ให้นั่ง แล้วมองกล้องตรงนี้นะคะ แฟลชออกปุ๊บ เค้าก็บอกว่าเสร็จแล้ว โหยไม่นับกันเลย บัตรนี้มันต้องติดตัวไปตลอดปีเลยนะเนี่ยทำบัตรเสร็จเค้าก็ให้เข้าไปนั่งรอที่ห้องกินข้าว ห้องยาวมาก มีตู้เย็น เตาไมโครเวฟ แล้วก็อ่างล้างจานด้วย ซักพักคนอื่น ๆ ก็ทยอยกันเข้ามา หน้าตาอิดโรยประมาณเกือบสิบโมงก็มีคนมาตามให้ทุกคนไปเข้าห้องสอบสอบวัดระดับ มีนักเรียนใหม่ 53 คน เจอน้องคนไทย น้องโอ

เรียนแกรมม่า กับ คอร์สเรียนที่ Embassy CES บริสเบน

เรียนคอร์สเดียวกันด้วย แต่ไม่รู้จะได้อยู่ห้องเดียวกันรึเปล่า ข้อสอบอันแรกเป็นไวยากรณ์กากบาท 60 ข้อ ให้เวลาครึ่งชั่วโมง แต่ทำ 15 นาทีก็เสร็จ เสร็จแล้วก็มีการสอบเขียนเรียงความเรื่องทำไมมาเรียนที่นี่ จุดมุ่งหมายคืออะไร ทำไมเลือกบริสเบน ครูบอกว่ารอบนี้นักเรียนเยอะมาก จะต้องแบ่งกันเป็นกลุ่ม ๆ สลับกันออกไปสอบสัมภาษณ์ อาจารย์มาชี้ตัวไป อาจารย์ก็ถามคนในกลุ่มคนละ 2-3 คำถาม มีคำถามถามผมว่า ระหว่างทอม ครูซ กับ ทอม แฮงก์ คุณคิดว่าใครแสดงหนังได้ดีกว่ากัน ก็เลยบอกว่าแน่อยู่แล้วว่าต้องเป็นทอม แฮงก์ เพราะมีหนังดี ๆ ออกมาพิสูจน์การแสดงเค้าหลายเรื่อง แต่ใช่ว่าทอมครูซจะไม่มีอะไรดีเลย ผมชอบหนังอยู่เรื่องนึงที่เค้าเล่นเป็นทนายความ แต่จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว อาจารย์ก็บอกว่าจำได้ ชอบเหมือนกัน ซักพักอาจารย์ก็นึกออกว่าชื่อ A Few Good Men ออกจากสัมภาษณ์ก็เข้าไปทำข้อเขียนต่อจนเสร็จ แล้วก็เบรค มีผู้หญิงคนจีนเดินเข้ามาถามว่าต่อจากนี้แล้วให้ทำอะไรต่อ (เป็นภาษาจีน) โดยไม่ถามซักคำว่าเราเป็นคนจีนรึเปล่า ก็เลยบอกข้อมูลไปเป็นภาษาจีนว่าให้รอเจ้าหน้าที่ เค้าจะพาดูสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียนและรอบ ๆ เสร็จแล้วจะพักกินข้าว แล้วตอนบ่ายโมงกลับมาเจอกันที่นี่ เพราะอาจารย์จะแยกห้องเรียน แล้วเค้าก็จากไป คิดว่าคงไม่เป็นไรหรอก คงไม่ได้เรียนด้วยกันอีกกลางวันหลังจากเค้าพาทัวร์มาจนถึง Queen Street ก็ให้แยกย้ายกัน ผมไปกับน้องโอ น้องพาไปซื้อซูชิ บอกว่าอันนี้เป็นอาหารกลางวันที่ถูกที่สุดแล้ว (น้องเค้าอยู่บริสเบนมาปีกว่าแล้ว แต่เพิ่งย้ายมาเรียนที่โรงเรียนนี้)

เรียนที่บริสเบน คนไทยไม่เยอะเท่าไร

ระหว่างทางเจอเพื่อนของโอ เป็นคนไทยเหมือนกัน ก็เลยเดินไปด้วยกัน ไปซื้อซูชิ คนเข้าคิวรอกันยาวล้นออกมานอกร้านเลย คนขายเป็นสาวญี่ปุ่น (อย่าจินตนาการว่าสวย) ซื้อมา 2 อัน 4 เหรียญแน่ะ พระเจ้าช่วย แล้วเอาใส่กล่องไปกินที่ฟู้ดเซ็นเตอร์ของห้างข้าง ๆ เสร็จแล้วให้น้องพาไปซื้อซิมการ์ดของ Optus แต่โอขอไปธนาคารก่อน ก็เลยไปธนาคาร เสร็จแล้วโอก็พาไปที่ร้านเกาหลี ถามราคา ราคาจริง 30 เหรียญ แต่ที่นี่ขาย 27 ก็เลยซื้อมา แล้วก็กลับโรงเรียน ยังงงทิศอยู่เลยตอนบ่ายกลับโรงเรียน เอาซิมใส่มือถือ แต่ยังใช้งานไม่ได้ ต้องลงทะเบียนก่อน ตอนแรกว่าจะลงทะเบียนผ่านมือถือ แต่ทางศูนย์อัตโนมัติบอกว่าถ้าลงทะเบียนผ่านอินเตอร์เน็ตจะได้ส่งข้อความหาเครือข่ายเดียวกันได้ฟรีกี่ข้อความลืมไปแล้ว ก็เลยต้องรอให้เสร็จธุระก่อน แล้วอาจารย์ก็มาประกาศว่าใครเรียนห้องอะไรบ้าง (ซึ่งจริง ๆ ของผมมันเป็นหลักสูตรเฉพาะอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับใคร)

ตอนแรกนึกว่าพวกเรียนชั้นสูงจะได้เริ่มเรียนประมาณ10 โมง แต่กลายเป็นว่าต้องเริ่มเรียน 8.15 ทุกวัน แย่แน่เลย ไปขออาจารย์ย้ายไปเรียนระดับต้นได้มั้ยเนี่ย แล้วปรากฏว่าชื่อโอตกไปอยู่กับพวกเรียนภาษาระดับต้น เค้าก็เลยต้องไปหาอาจารย์ ผมก็แยกตัวออกมา ไปเข้าห้องสมุดของโรงเรียน ใช้เน็ตลงทะเบียนมือถือ แล้วถึงจะได้เบอร์โทรศัพท์มา เสร็จแล้ว เดินไปให้ถึง Queen Street เอาตั๋วรถเมื่อเช้าไปซื้อตั๋ว weekly ได้ส่วนลดด้วย (โอบอกว่า ถ้าเราซื้อตั๋วรถเที่ยวเดียวมา แล้วจะมาซื้อตั๋วอย่างอื่นที่วันมันซ้อนทับกันอยู่ ก็เอาตั๋วเก่ามาเป็นส่วนลดได้) ตกลงจ่ายเพิ่มอีก 20.30 พยายามโทรหาที่บ้านเพื่อบอกเบอร์โทรศัพท์ หยอดตู้ไป 1.5 เพราะเพิ่งมีเงินเป็นเหรียญ ปรากฏว่าบอกไม่ทันครบทุกตัว (ตัวเลข 10 ตัว บอกได้ 8 ตัวโทรศัพท์ก็โดนตัด) ก็เลยเปลี่ยนซิมเป็นซิมไทยแล้วส่งข้อความไปให้พี่ชาย ไปซื้อของที่ซูเปอร์ Woolworth ในเมืองแถวนั้นแหละ กำลังซื้ออยู่ที่บ้านก็โทรมา ดีใจจังติดต่อกันได้แล้ว แต่ต้องพูดเร็วมากเพราะเปลืองตังค์ ซื้อของไป 14.55 เป็นขนมปัง ผักสลัด มะเขือเทศ แซนด์วิชสเปรดทาขนมปัง กับซาลามี (เหมือนใส้กรอก แต่รสชาติเหมือนหมูยอ)

กะว่าจะทำแซนด์วิชไปโรงเรียนพรุ่งนี้หอบหิ้วของไปหาป้ายรถเมล์กลับบ้าน มืดเร็วมาก คาดว่าจะกลับไม่ทัน 6 โมง ก็เลยโทรบอกซูซาน เป็นการแจ้งเบอร์โทรให้ทราบด้วย ซูบอกว่าซูก็ยังไม่กลับเหมือนกัน ส่วนใหญ่ที่บ้านจะกินข้าวกันตอนทุ่มนึง ก็ค่อยโล่งใจหน่อย นั่งรถ มีสาวสวยฝรั่งมานั่งข้าง แต่ผมท้องร้องจ๊อก ๆ เลย หิวข้าว ลงรถที่แถวบ้าน แล้วดูว่ารถไปทางไหน แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจ ไว้เดี๋ยวไปถามคนอื่นดีกว่า ถนนแถวบ้านมืดมาก ที่บ้านก็มืดมากไปถึงบ้าน เห็นไฟออกมาจากห้องเบ็ตตี้กับนิกกี้ที่ชั้นสอง แสดงว่าอยู่บ้านกันแล้ว แต่พอเดินไปหลังบ้าน ประตูล็อกเข้าบ้านไม่ได้ มาตะโกนเรียกอยู่ที่ห้อง ทั้งตะโกนทั้งเคาะเอาไฟฉายส่องก็ไม่มีใครตอบสนองเลยทั้งสองห้อง เดินไปหลังบ้านใหม่ก็เลยเห็นแว้บ ๆ ว่าไฟไม่ได้มาจากในห้องนอน แต่มาจากห้องนั่งเล่น เลยพยายามตะโกนเรียก แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน นั่งรออยู่หลังบ้านซักพัก ว่าจะโทรบอกซูให้บอกสองคนนั้นมาเปิดประตูให้หน่อย แต่ซูกลับมาพอดี แล้วก็บอกที่เก็บกุญแจให้ เปิดประตูเข้าไปในบ้าน

สรุปว่ายังไม่มีใครกลับมา มีแต่ไฟห้องนั่งเล่นเปิดทิ้งไว้ ซูเทไวน์ให้กิน (เต็มแก้วเลย รสชาติเฝื่อน ๆ)ซักพักนิกกี้ก็กลับมา แล้วก็เบ๊ตตี้ นิกกี้ว่าวันนี้นั่งเรือกลับบ้านลงที่ท่าเรือ แล้วก็สุ่มเดินกลับมาจนถึง (คราวหน้าผมลองมั่งดีกว่า ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าท่าเรืออยู่ตรงไหน คราวที่แล้วซูขับรถไปส่ง) ทำกับข้าวกินกัน เสร็จแล้วค่ำ ๆ ผมก็ทำแซนด์วิช มีเพื่อน ๆ เกาหลีมาคอยกำกับ เพราะผมทำอะไรไม่เป็น ทั้งกำกับการเด็ดผัก ล้างผัก หั่นมะเขือเทศ (ใช้เวลานานมาก กะอีแค่แซนด์วิชเนี่ย) เลย เสร็จแล้วนั่งดูรูปของฮวนในห้องฮวน ฮวนพูดเยอะมาก ไม่หยุดซักทีจนดึก

ว่างๆ จะเขียนมาเล่าต่อนะครับ 🙂 กับ การเรียนทึ่ออสเตรเลีย ว่ายาก หรือ มันส์ขนาดไหน